hermoscan ผู้ช่วยคัดกรองขั้นต้น ในภาวะ COVID-19 แพร่ระบาด

          จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวและวิตกกังวล โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และสถานที่ที่มีคนจำนวนมากมารวมตัวกันอย่างสถานที่ราชการ อาคารสำนักงาน โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น หลายหน่วยงานจึงจัดมาตรการคัดกรองบุคลากรเข้า – ออก สถานที่เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาด
         กฟผ. ได้มีการออกมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และได้มีมาตรการคัดกรองคนเข้า – ออก อาคารทั้งหมด 7 จุด แบ่งเป็น 4 จุดใช้เครื่อง Thermoscan เพื่อใช้วัดอุณหภูมิร่างกายผู้ที่เดินผ่านโดยไม่สัมผัส และอีก 3 จุด ใช้เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายแบบยิงอินฟาเรด โดยได้ปิดทางเข้าออกอื่น เพื่อให้การตรวจคัดกรองอยู่ในการควบคุมของบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
         หลายคนอาจจะได้ยินชื่อและรู้จักเครื่อง Thermoscan (เทอร์โมสแกน) กันมาบ้างว่าใช้ตรวจจับความร้อนของร่างกายหรือวัตถุต่าง ๆ แต่ไม่รู้รายละเอียดว่ามีหลักการทำงานอย่างไร และยังเป็นอุปกรณ์ที่ กฟผ. มีไว้ใช้ในภารกิจอื่นๆของ กฟผ. ด้วย วันนี้จึงได้พูดคุยกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินการเรื่องนี้ ได้แก่ นายเสน่ห์ ตรีขันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาไฟฟ้า (อบฟ.) และ นายชัช ศรีถนอมวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายโรงงานและอะไหล่ (อรอ.) ซึ่งทั้งสองท่านจะมาไขข้อสงสัยให้เราได้ทราบกัน
เครื่อง Thermoscan (เทอร์โมสแกน) คืออะไร
         เทอร์โมสแกน คือ กล้องถ่ายภาพความร้อน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดอุณหภูมิที่พื้นผิวของวัตถุเป้าหมาย ซึ่งเป็นการวัดแบบไม่สัมผัสและไม่ทำลายวัตถุ ช่วยให้เห็นภาพการกระจายของอุณหภูมิของวัตถุ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หลักการทำงานของเครื่องเทอร์โมสแกนเป็นอย่างไร
         สำหรับหลักการทำงานนั้น กล้องถ่ายภาพความร้อนจะตรวจจับรังสีอินฟราเรดที่แผ่ออกจากวัตถุเป้าหมาย ผ่านเลนส์ของกล้องภาพถ่ายความร้อนและแปลงให้อยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ โดยเครื่องจะประมวลผลสร้างภาพความร้อน และแสดงผลออกมาในรูปของตัวเลข สี หรือกราฟ
         ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวมีข้อจำกัด คือ หากมีวัตถุมาบังวัตถุเป้าหมายที่ต้องการตรวจสอบอุณหภูมิจะไม่สามารถตรวจสอบวัตถุเป้าหมายได้ และในกรณีที่วัตถุเป้าหมายมีขนาดเล็กกว่าพื้นที่ขอบเขตการมองเห็นของกล้องภาพถ่ายความร้อน จะทำให้การวัดอุณหภูมิวัตถุเป้าหมาย คลาดเคลื่อนได้
การนำมาใช้ในงานคัดกรองบุคลากรก่อนเข้าอาคาร
         การนำเทอร์โมสแกนมาคัดกรองบุคลากรก่อนเข้าอาคาร ควรให้บุคลากรเดินผ่านเครื่องตรวจวัดทีละคน เพื่อให้ได้ผลการตรวจวัดที่แม่นยำ โดยใช้เวลาประมาณคนละ 3 วินาที และหากพบผู้ต้องสงสัยก็จะมีบุคลากรทางการแพทย์ใช้เครื่องมือวัดอุณหภูมิร่างกายแบบประชิดตัวอีกครั้งเพื่อยืนยันอุณหภูมิจริงของร่างกาย ซึ่งช่วยให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและผู้ตรวจประเมินมีความปลอดภัยไม่ต้องใกล้ชิดกับผู้รับการตรวจคัดกรอง
         สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่จะใช้เครื่องเทอร์โมสแกนควรผ่านการอบรมการใช้กล้องและมีใบรับรองเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ เพื่อให้ผลการตรวจวัดที่มีความถูกต้องมากที่สุด
กฟผ. ใช้เครื่องมือนี้ในงานอะไรบ้าง
         ฝ่ายบำรุงรักษาไฟฟ้า (อบฟ.) และฝ่ายโรงงานและอะไหล่ (อรอ.) เป็น 2 หน่วยงานของ กฟผ. ซึ่งเอื้อเฟื้อนำเครื่องเทอร์โมสแกนที่ใช้งานอยู่ภายในหน่วยงาน มาให้ใช้สำหรับภารกิจตรวจคัดกรองตามจุดทางเข้าต่างๆ ภายในสำนักงานใหญ่ กฟผ. นายเสน่ห์ ตรีขันธ์ อบฟ. ได้เล่าว่า สำหรับ อบฟ. นั้น ใช้เครื่องเทอร์โมสแกนในภารกิจงานซ่อมบำรุงรักษาในเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าขณะใช้งาน ตัวอย่างเช่น ตรวจสอบความร้อนอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในโรงไฟฟ้า ตรวจสอบความร้อนของมอเตอร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ทางกล เพื่อนำมาวิเคราะห์สภาพ วางแผน และแก้ไขปัญหาในงานบำรุงรักษาต่อไป
         ด้าน นายชัช ศรีถนอมวงศ์ อรอ. ได้อธิบายเสริมทำให้เราได้รับความรู้เพิ่มเติมอีกว่า นอกจากจะใช้ภารกิจงาน ซ่อมบำรุงรักษาในเชิงป้องกันแล้ว อรอ. ยังได้นำมาใช้สนับสนุนงานบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า ในประเภทงานตรวจประเมินสภาพฉนวน ความร้อนของผนัง Boiler (HRSG) เพื่อกำหนดปริมาณงานซ่อมตามสภาพ งานตรวจการรั่วไหลของ Valve, งานวัดอุณหภูมิผิว Bearing ของเครื่องจักรหมุนเพื่อประเมินสภาพ เป็นต้น และด้วยจำนวน infrared sensor ที่มากทำให้สามารถตรวจวัดอุณหภูมิพื้นผิววัตถุได้อย่างแม่นยำแม้ว่าจะอยู่ในระยะไกล (มากกว่า 50 เมตร) แตกต่างจากอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิแบบ Temperature Gun (แบบวัดไข้) ซึ่งมี infrared sensor น้อย ทำให้จำกัดระยะห่างระหว่างเครื่องมือกับผิวที่ตรวจวัดอุณหภูมิ เช่น บางยี่ห้อกำหนดระยะ ความแม่นยำที่ 5-15 เซนติเมตร
         ทั้งนี้ การนำเครื่องเทอร์โมสแกนมาใช้ตรวจคัดกรองนั้น เป็นการแบ่งมาใช้เพียงบางส่วน ซึ่งมีการวางแผนการใช้งานเพื่อให้ภารกิจตรวจสอบและบำรุงรักษาของ กฟผ. ยังคงสามารถเดินหน้าไปได้ต่อเนื่อง อย่างไม่มีสะดุด เพราะ กฟผ. ให้ความสำคัญกับการดูแลโรงไฟฟ้า เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคง สามารถส่งความสุขสู่ประชาชนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่มีใช้อย่างเพียงพอทุกครัวเรือน
https://www.egat.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=3420:20200316-art01&catid=49:public-articles-egat&Itemid=251

กรมควบคุมโรค ชี้แจงการดำเนินการเฝ้าระวังอุณหภูมิผู้โดยสารด้วย Thermoscan

กรมควบคุมโรค ชี้แจงการดำเนินการเฝ้าระวังอุณหภูมิผู้โดยสารด้วย Thermoscan
เรื่อง ชี้แจงความเข้าใจจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับการดำเนินการเฝ้าระวังอุณหภูมิผู้โดยสาร
เรียน ผู้สื่อข่าวทุกสำนัก  
              จากการที่สำนักข่าวแห่งหนึ่ง เสนอข้อมูลคลาดเคลื่อนว่า “ด่านควบคุมโรคสนามบินสุวรรณภูมิหยุดดำเนินการ ทำการตรวจคัดกรองผู้โดยสารด้วย Thermoscan หรือหยุดใช้กล้องถ่ายภาพความร้อนอินฟาเรด ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน โดยข้อเท็จจริง คือ 
ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยังคงดำเนินการทำ Thermoscan 2 ชั้นระดับ ได้แก่
              ระดับชั้นที่ 1 เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำการตรวจวันอุณหภูมิร่างกายผู้โดยสารทั่วไป โดยการใช้อุปกรณ์ Thermoscan camera surveillance เพื่อคัดกรองอุณหภูมิ “ผู้โดยสารทุกคน” ที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยจากเที่ยวบินทั่วโลก บริเวณทางเข้าก่อนถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 3 ช่องทาง และครอบคลุมทุกพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นเครื่องที่มีกล้องติดตั้งคล้ายระบบ CCTV โดยศูนย์กลางควบคุมอยู่ที่สถานีด่านควบคุมโรคในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเฝ้าระวังอุณหภูมิผู้โดยสารตลอด 24 ชั่วโมง เป็นมาตรฐานสากลที่สนามบินนานาชาติในเอเชียดำเนินการ มาต่อเนื่องประมาณ 3 ปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560
              ระดับชั้นที่ 2 การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายผู้โดยสารระดับเฉพาะเจาะจงพิเศษ เป็นการทำ Thermoscan camera surveillance แบบ target flight/destination เป็นการดำเนินการเสริมในกรณีที่เกิดเหตุการณ์โรคระบาดเกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยจะทำการติดตั้งอุปกรณ์ mobile thermoscan camera ตามจุดที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะบริเวณเส้นทางเดินจากประตูเครื่องบินของผู้โดยสารเดิน ก่อนเข้าไปยังอาคารสนามบิน โดยมีกระบวนการตรวจเช็ค 2 รูปแบบ ได้แก่
                             2.1 แบบเจาะจง ประตูทางออก (Target Gate) ในกรณีที่ประเทศต้นทางของการระบาดเชื้อโรคมีจำนวนเที่ยวบินไม่มากนัก เจ้าหน้าที่จะทำการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจ Thermoscan บริเวณด้านหน้าประตูเครื่องบินที่กำหนดไว้ โดยผู้โดยสารจะต้องผ่านการคัดกรองทุกคน หากพบภูมิร่างกายผิดปกติ เช่น ไข้ต่ำ เจ้าหน้าที่จะวัดอุณหภูมิร่างกายทางใบหูซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันอุณหภูมิจริงของร่างกาย ด้วยวิธการนี้ทำให้สามารถตรวจพบผู้โดยสารที่มีไข้และยืนยันการติดเชื้อโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 จากเมืออู่ฮั่นได้เป็นรายแรกที่อยู่นอกประเทศจีน ทั้งนี้ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากความสามัคคี และช่วยเหลือของภาคี อาทิเช่น การท่าอากาศยาน (ฝ่ายการแพทย์ ฝ่ายบริหาร) สายการบิน และ ด่านตรวจคนเข้าเมือง
                             2.2 แบบเจาะจง อาคารเทียบเครื่องบิน (Target Concord) โดยดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Thermoscan camera ในแบบ concord screening โดยกำหนดให้เที่ยวบินที่มาจากประเทศที่มีการระบาดของเชื้อโรค ให้ลงในอาคารสถานที่เดียวกัน เพื่อไม่ให้ปะปนกับผู้โดยสารจากประเทศอื่น

ทำไมต้องใช้เทอร์โมสแกน

หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อเรียกกล้องถ่ายภาพความร้อนแตกต่างกันไป เช่น Thermoscan, Thermal Image, Thermo Graphy เป็นต้น และคงทราบถึงวัตถุประสงค์การใช้งานของกล่องถ่ายภาพความร้อนกันเป็นอย่างดีแล้ว แต่โดยส่วนใหญ่มักเกิดคำถามว่า “ กล้องถ่ายภาพความร้อนมีราคาแพง ทำไมต้องใช้?”
ราคาของเครื่องถ่ายภาพความร้อนในปัจจุบันมีตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆไปจนถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของแต่ละเครื่อง ซึ่งอาจจะทำให้หลายท่านต้องสะดุ้งเมื่อได้ทราบราคาเครื่อง แต่ในทางกลับกันราคาของเครื่องเมื่อเทียบกับการป้องกันการสูญเสียในธุรกิจของท่านอาจจะเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก คนส่วนใหญ่จะคิดว่ากล้องถ่ายถาพความร้อนนั้นมีไว้ตรวจเช็คอุณหภูมิที่เกิดจากความผิดปกติของอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือเครื่องจักรเท่านั้น แต่จริงๆแล้วกล้องถ่ายภาพความร้อนยังสามารถนำมาใช้ในการวางแผนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิต ลดระยะเวลา Down Time ของเครื่องจักรลงได้ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหลักในการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลกำไรนั่นเอง


1. ลดปัญหาเครื่องจักรหยุดทำงาน หากมีการตรวจเช็คอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอก็สามารถหาทางแก้ไขได้ล่วงหน้าลดความเสี่ยงโดยไม่ต้องรอให้เครื่องจักรเสียก่อนจึงค่อยแก้ไข
2. ช่วยประหยัดพลังงาน ปัญหาความร้อนที่เกิดขึ้นเพราะใช้งานเกินกำลังที่อุปรณ์ไฟฟ้า หรือเครื่องจักรจะสามารถรับไหวนั้น นอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยแล้ว ยังก่อให้เกิดการสูญเสียพลังงานโดยใช่เหตุด้วย เพราะเครื่องต้องทำงานหนักทำให้สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า
3. วางแผนการเก็บสต๊อกอะไหล่ กล้องถ่ายภาพความร้อนสามารถช่วยให้ท่านเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบไฟฟ้า หรือเครื่องจักรในด้านอุณหภูมิ ทำให้ท่านสามารถเฝ้าระวังได้ถูกจุดว่าควรจะเก็บสต๊อกอะไหล่ตัวใดที่มักจะเกิดปัญหาบ่อยครั้ง สามารถซ่อมแซมได้ทันที ไม่ต้องรอให้เกิด Down Time เสียก่อน
4. ช่วยในการวางแผนซ่อมบำรุง สามารถนำข้อมูลไปเป็นส่วนพิจารณาในการวางแผนซ่อมบำรุงเพื่อกำหนดช่วงระยะเวลาในการซ่อมบำรุง การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เป็นงานที่มีความสำคัญมาก เพราะอุปกรณ์ไฟฟ้าเปรียบเสมือนหัวใจหลักของโรงงาน อาคาร ช่วยจัดลำดับความเร่งด่วนในการซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
5. นำข้อมูลมาวิเคราะห์ย้อนหลังได้ โดยทั่วไปกล้องถ่ายภาพความร้อนจะมี Software สำหรับใช้เก็บบันทึกข้อมูลในการวัด ซึ่งทำให้สะดวกแกผู้ใช้งานในการนำข้อมูลที่ได้กลับมาวิเคราะห์ถึงความผิดพลาดและหาทางป้องกัน
6. ยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องจักร หมั่นตรวจเช็คโดยใช้กล้องถ่ายภาพความร้อนของอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ท่านหาจุดปกพร่องได้ตรงจุดเช่นขั้วต่อสายไม่เน้นใช้สายไฟขนาดเล็กเกินไป หรืออายุการใช้งานของเบรคเกอร์ถึงระยะเวลาต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว ซึ่งส่วนย่อยๆเหล่านี้ก็มีผลทำให้เกิดการเสียหายลุกลามไปถึงตัวเครื่องจักร หรือระบบไฟฟ้าที่มีราคาสูงได้
7. เพิ่มประสิทธิภาพในการซ่อมบำรุง เนื่องมาจากการวางแผนซ่อมบำรุงที่ดี
8. ป้องกันการเกิดอัคคีภัย ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอัคคีภัยอันเนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจร

การซื้อสินค้าราคาถูกอาจจะไม่ได้คุณภาพตามความต้องการ แต่การซื้อสินค้าแพงก็ไม่ได้หมายความว่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด การพิจาณาเลือกซื้อเพื่อมาใช้ให้ตรงกับงานของท่านก็เป็นสิ่งสำคัญ ปัญหาของระบบไฟฟ้าหากเกิดขึ้นแล้วมีแนวทางในการป้องกันได้ก็สามารถสร้างความอุ่นใจให้กับธุรกิจของท่านได้ 

กล้องถ่ายภาพความร้อน (Thermal Imaging Camera)

อุณหภูมิเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิตประจำวันของเรา และถูกนำมาใช้ในหลายๆ ด้าน เช่น เพื่อตรวจดูว่าเราป่วยหรือไม่ อาหารถูกปรุงสุกหรือไม่ หรือถ้ารถของท่านร้อนเกินไป กล้องถ่ายภาพความร้อน ทำการวัดอุณหภูมิในอีกระดับหนึ่งแทนที่จะใช้ตัวเลขบอกค่าอุณหภูมิ , ท่านสามารถได้ภาพถ่ายที่แสดงความแตกต่างของอุณหภูมิที่ผิว  ภาพถ่ายความร้อนหรือที่รู้จักกันในชื่อเทอร์โมกราฟี เป็นเทคนิคในการสร้างภาพจากแสงอินฟราเรดที่มองไม่เห็น (ด้วยตาเปล่า) ที่แผ่กระจายออกจากวัตถุโดยการใช้กล้องถ่ายภาพความร้อน กล้องถ่ายภาพความร้อนสามารถทำการสแกนพื้นผิวของวัตถุโดยที่ไม่มีการทำลายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้ตรวจหาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วหรือความเสียหาย ซึ่งจะทำให้สามารถลดเวลาในการแก้ไขปัญหาและการบำรุงรักษา

กล้องถ่ายภาพความร้อนมองเห็นอะไร ?
กล้องถ่ายภาพความร้อนจะมองไม่เห็นภาพจริง แต่มันจะจับพลังงานรังสีอินฟราเรด (IR) ที่ถ่ายทอดออกมาจากวัตถุไปสู่สิ่งแวดล้อมและสร้างภาพแถบสีที่วัตถุที่ร้อนกว่าจะแสดงสีสว่างและวัตถุที่เย็นกว่าจะแสดงสีมืดกว่า พลังงาน IR สร้างมาจากการสั่นสะเทือนของอะตอมและโมเลกุล และมีพฤติกรรมคล้ายกับแสงสว่างที่มองเห็น ซึ่งสามารถสะท้อน, หักเห, ดูดซับ และเปล่งแสง ยิ่งโมเลกุลเหล่านี้เคลื่อนไหวมากก็จะทำให้อุณหภูมิของวัตถุสูงขึ้น

กล้องถ่ายภาพความร้อนสามารถใช้งานอะไรได้บ้าง ?
กล้องถ่ายภาพความร้อนกำลังกลายเป็นเครื่องมือในการใช้ตรวจสอบในอุตสาหกรรม ซึ่งถูกนำมาใช้ในการตรวจสอบอาคารว่ามีประสิทธิภาพตรงกับสเปค, ใช้ตรวจว่าฉนวนถูกติดตั้งในสภาพที่ดี, หาตำแหน่งอากาศรั่วไหล, ตรวจสอบการออกแบบโครงสร้างและหาตำแหน่งที่มีความชื้นซึมออกมา ยังมีการใช้งานนอกเหนือจากนี้อีกซึ่งขึ้นอยู่กับการประยุกต์ของผู้ใช้เท่านั้น โดยทั่วไปในปัจจุบันได้นำมาใช้ในการเพื่อหาสภาพต่างๆ เช่นการเสื่อมของฉนวนในบ้าน หรือวงจรไฟฟ้าที่โอเวอร์โหลด ตัวอย่างอื่นๆ มีดังต่อไปนี้
  • การตรวจสอบสถานีจ่ายไฟฟ้าย่อย
  • การตรวจสอบความร้อนที่สูญเสียในอาคาร
  • การหาตำแหน่งของสายไฟหรือท่อที่มีความร้อน
  • การหาตำแหน่งที่เชื้อราเติบโต
  • การหาตำแหน่งที่หลังคาอาคารรั่ว
  • การหารูปแบบการกระจายความร้อนของท่อไอน้ำ
  • การตรวจสอบแบริ่ง
  • การตรวจสอบการรั่วของฉนวนในอุปกรณ์ทำความเย็น
อะไรคือความสามารถของกล้องถ่ายภาพความร้อนบ้าง?
โดยพื้นฐานแล้ว กล้องถ่ายภาพความร้อนมีความสามารถในการ เก็บภาพความร้อนทั้งในหน่วยความจำภายในหรือในการ์ดความจำขึ้นอยู่กับความสามารถของกล้องถ่ายภาพ เมื่อผู้ใช้ถ่ายภาพเสร็จ สามารถมองเห็นภาพ หรือแก้ไข หรือดาวน์โหลดลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถนำภาพมาใช้ในรายงานและมีซอฟท์แวร์ในการใช้งานรวมอยู่ด้วย  สามารถซื้อกล้องถ่ายภาพความร้อนโดยที่เลือกความสามารถน้อยลงได้ซึ่งสามารถอ่านค่าอุณหภูมิที่ตำแหน่งจุดตัดของเส้นกลางจอแสดงภาพ ขณะที่กล้องถ่ายภาพแบบอื่นๆ สามารถให้ผู้ใช้เลือกตำแหน่งของจุดตัดในจอภาพให้เคลื่อนที่ได้และเปรียบเทียบอุณหภูมิระหว่างบริเวณสองพื้นที่ได้ กล้องถ่ายภาพความร้อนมีสีหลายสีเช่น ขาว/ดำ , สีเหล็ก หรือสีรุ้งซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกได้ สีแบบเหล็กมักจะใช้ในการตรวจสอบบ้าน, สีขาว/ดำจะช่วยในการตรวจหารายละเอียดในรูปภาพ และสีรุ้งจะเป็นสีที่ดีที่สุดที่สามารถบอกความแตกต่างของอุณหภูมิได้ ให้ดูรูปด้านล่างนี้สำหรับสีตัวอย่าง
  
แถบสีเหล็กของฟิวส์บัสบาร์
แถบสีขาว /ดำ/เทา
แถบสีรุ้ง
 
แถบสีโลหะร้อน
แถบสีอำพัน
 กล้องถ่ายภาพที่ซับซ้อนขึ้นอาจรวมความสามารถต่อไปนี้
 
แจ้งเตือนสีซึ่งยอมให้ผู้ใช้เลือกอุณหภูมิและกล้องจะแสดงเฉพาะสีที่อุณหภูมิมากหรือน้อยกว่าที่เลือกเท่านั้น

ภาพซ้อนภาพ ที่จะแสดงสีอุณหภูมิ(ที่มีขนาดหนึ่งในสี่ของภาพ) ในขนาดภาพมาตรฐาน อุณหภูมิที่อ่านจะจำกัดเฉพาะส่วนนี้ของภาพเท่านั้น

ระบบ IR ฟิวชั่น ซึ่งให้ผู้ใช้ปรับค่ามากสุดหรือน้อยสุดของอุณหภูมิเทียบกับภาพมาตรฐาน
























ฉันจะได้ภาพที่ดีได้อย่างไร ?
การใช้กล้องถ่ายภาพความร้อนมีความง่าย แต่การแปลความหมายของภาพจะต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ ในการช่วยให้ผู้ใช้ได้ภาพที่ดีที่สุดในการวิเคราะห์ มีการปรับค่าสี่แบบที่สามารถทำได้คือ การโฟกัส, การตั้งค่าการแผ่ความร้อน, การเปลี่ยนอุณหภูมิที่สะท้อน และการปรับความร้อน
  • เลนส์ของกล้องถ่ายภาพความร้อนจะเหมือนกับกล้องทั่วๆไป ที่จะต้องมีการปรับโฟกัสเพื่อเพิ่มความคมชัดของภาพ  กล้องส่วนใหญ่สามารถปรับได้โดยการหมุนเลนส์ และบางรุ่นที่ซับซ้อนกว่าทำได้โดยการกดปุ่ม
  • การแผ่รังสี คือปริมมาณของรังสีที่แผ่ออกมาจากวัตถุ เปรียบเทียบกับการแผ่รังสีที่ดีที่สุดเมื่ออยู่ในอุณหภูมิเดียวกัน  การตั้งค่าการแผ่รังสีที่น้อยกว่าจะใช้สำหรับวัตถุที่สะท้อนแสงได้มากกว่า และการตั้งการแผ่รังสีที่มากจะใช้สำหรับวัตถุที่สะท้อนแสงได้น้อย  วัตถุที่ไม่ใช่โลหะ หรือมีผิวขรุขระจะมีการแผ่รังสีมากกว่า   การปรับค่าการแผ่รังสีมีความสำคัญเมื่อทำการวัดอุณหภูมิ หรือเมื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิของวัตถุสองชิ้น การตั้งค่าที่ไม่ถูกต้องจะทำให้วัตถุแสดงอุณหภูมิที่ร้อนกว่าหรือเย็นกว่าความเป็นจริง  มีกล้องถ่ายภาพเพียงบางรุ่นเท่านั้นที่สามารถตั้งค่าการแผ่รังสีได้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีค่าที่ตั้งไว้แล้วกับวัสดุประเภทไม้ หรือผนัง
  • การตั้งค่าการสะท้อนอุณหภูมิ ผู้ใช้สามารถชดเชยอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมหรืออุณหภูมิของวัตถุรอบๆ ได้ ถ้าสงสัยว่ามีการสะท้อนของอุณหภูมิวัตถุโดยรอบ ให้ขยับกล้องถ่ายภาพรอบพื้นที่เป้าหมาย ถ้าจุดที่ร้อนหรือเย็นเปลี่ยนตามกล้อง แสดงว่ามีการสะท้อนจากวัตถุอื่น ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าเป็นจุดที่ร้อนหรือเย็นจริง ในการหาว่าอุณหภูมิที่สะท้อนเป็นเท่าไหร่นั้น ผู้ใช้จะต้องปรับค่าการแผ่รังสีของกล้องเป็น 1.0 หลังจากนั้น วางแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ที่ย่นลงบนกระดาษแข็ง จับฟอยล์ระหว่างกล้องกับวัตถุที่ต้องการจะมอง และสังเกตค่าอุณหภูมิของฟอยล์ หลังจากนั้น ใส่ค่าอุณหภูมิของฟอยล์ลงในค่าอุณหภูมิสะท้อนของกล้อง  อุณหภูมิสะท้อนมีความสำคัญ เหมือนกับค่าการแผ่รังสีเมื่อทำการวัดค่าอุณหภูมิเปรียบเทียบของสองวัตถุ มีกล้องบางชนิดเท่านั้นที่สามารถให้ผู้ใช้ใส่ค่าอุณหภูมิสะท้อน
  • การปรับความร้อนของกล้องเกี่ยวข้องกับการปรับช่วงของอุณหภูมิที่กล้องจะมองเห็นเมื่ออยู่ในโหมดทำงานด้วยมือ กล้องถ่ายภาพความร้อนจะมีโหมดมองภาพอัตโนมัติและโหมดปรับตั้งด้วยมือ  เมื่อกล้องอยู่ในโหมดอัตโนมัติ กล้องจะปรับสเกลอุณหภูมิตามสิ่งที่มองซึ่งทำให้สีเปลี่ยนไปเมื่อเคลื่อนกล้อง ส่วนโหมดปรับตั้งด้วยมือสามารถให้ผู้ใช้ปรับช่วงอุณหภูมิได้เองตามที่ต้องการ และกล้องจะแสดงค่าตามช่วงอุณหภูมินั้นเสมอ การใช้โหมดปรับตั้งด้วยมือ จะดีที่สุดเมื่อต้องการหาค่าอุณหภูมิที่แตกต่างของวัตถุที่กำลังมอง

มีข้อจำกัดเกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพความร้อนหรือไม่ ?
เนื่องจากพลังงานความร้อนสามารถสะท้อนพื้นผิวที่แวววาว กล้องถ่ายภาพความร้อนจึงไม่สามารถมองผ่านแก้ว ถ้าคุณยืนอยู่หน้าหน้าต่างขณะมองผ่านกล้องถ่ายภาพความร้อน คุณจะเห็นตัวเองในกระจก เพราะพลังงานความร้อนสามารถสะท้อนกระจกได้  ดังนั้น กล้องถ่ายภาพความร้อนจะไม่สามารถมองผ่านผนังได้เหมือนในภาพยนตร์ฮอลลีวูด กล้องถ่ายภาพความร้อนจึงไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวในการดูว่ามีปัญหาอยู่ แต่ควรใช้อุปกรณ์อื่นๆ ในการยืนยันปัญหาควบคู่ไปด้าวย เช่น บอร์สโคป, มิเตอร์วัดความชื้น, มัลติมิเตอร์ หรือพิมพ์เขียวของอาคาร

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

วังจันทร์วัลเลย์

EEC จุดเปลี่ยนประเทศไทย