อย. แจง กรณีหน้ากากอนามัย
อย. แจง กรณีหน้ากากอนามัย
อย. แจงหน้ากากอนามัยเฉพาะชนิดที่ใช้ทางการแพทย์จะอยู่ในการกำกับดูแลของ อย. ปัจจุบันมีผู้ผลิตหน้ากากอนามัยในประเทศไทย ประมาณ 10 แห่ง ส่วนหน้ากากอนามัย N95 มีผู้ผลิต 1 ราย และผู้นำเข้า 1 ราย อย. ได้ประสานให้มีการผลิตและนำเข้าหน้ากากอนามัยทั้ง 2 แบบมาจำหน่ายอย่างเร่งด่วนแล้ว แนะผู้บริโภคตรวจสอบสภาพอากาศ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานตามที่กรมควบคุมมลพิษแจ้งเตือน สำหรับประชาชนทั่วไป หากกรณีจำเป็นต้องไปที่กลางแจ้ง และไม่สามารถหาหน้ากากอนามัย N95 ได้ ก็สามารถใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาได้
นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวการเตือนภัยประชาชนจากฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน และหน่วยงานต่าง ๆ มีการแนะนำให้ใช้หน้ากากชนิด N95 ซึ่งเป็นหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ ส่งผลให้หน้ากากชนิด N95 อยู่ในภาวะขาดตลาด ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และขณะนี้มีหน้ากากชนิดต่าง ๆ เช่น หน้ากากผ้า หน้ากากกระดาษ มาวางขายอย่างหลากหลาย ซึ่งแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างในเรื่องประสิทธิภาพการกรองอนุภาคที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ เฉพาะหน้ากากอนามัยชนิดที่ใช้ทางการแพทย์เท่านั้นที่อยู่ในการกำกับดูแลของ อย. สำหรับหน้ากากที่เป็นอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจชนิดกรองอนุภาคได้ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และบริการ โดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ ไม่ได้อยู่ในความดูแลของ อย.
สำหรับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์และหน้ากากอนามัย N95 สามารถป้องกันการกระเด็นของของเหลว เช่น เสมหะ หรือน้ำมูก และสามารถลดความเสี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อโรคเวลาไอหรือจามในขณะเป็นหวัดหรือใช้ตามโรงพยาบาลทั่วไปได้ โดยหน้ากาก N95 มีประสิทธิภาพสามารถกรองฝุ่นอนุภาค PM 2.5 ได้ ปัจจุบันมีผู้ผลิตหน้ากากอนามัยในประเทศไทยประมาณ 10 แห่ง ซึ่งได้มาจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตกับ อย. และมีบางแห่งได้รับมาตรฐานการผลิตระดับ GMP สำหรับหน้ากากอนามัย แบบ N95 ในประเทศไทย มีผู้ผลิต 1 ราย และมีผู้นำเข้าอีก 1 ราย ซึ่ง อย. ได้ดำเนินการประสานกับผู้ผลิตและผู้นำเข้าหน้ากากอนามัยให้เร่งผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยมาจำหน่ายอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของผู้บริโภค
เลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ประชาชนในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น หอบหืด โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด ควรหมั่นตรวจสอบดูแลสุขภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์ และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษสูง สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ตรวจสอบสภาพอากาศ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือการออกนอกบ้าน หากกรณีจำเป็นต้องไปที่กลางแจ้ง และไม่สามารถหาหน้ากากอนามัย N95 ได้ ก็สามารถใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาได้ สำหรับผู้ทำงานหนักกลางแจ้งเป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น ตำรวจจราจรที่ทำงานกลางแจ้ง วินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนงานที่ทำงานก่อให้เกิดฝุ่น ควรสวมใส่หน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เช่น หน้ากากอนามัยชนิด N95 และใส่ให้ถูกวิธี
นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ภายหลังจากที่กรมฯ ขอความร่วมมือไปยังโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยทั้ง 11 แห่ง ให้ปรับสายการผลิตจากการผลิตหน้ากากชนิดอื่น เช่น หน้ากากคาร์บอน และ N95 มาเป็นการผลิตหน้ากากอนามัย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากโรงงานผลิตเป็นอย่างดี

ทำให้มีปริมาณหน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.2 ล้านชิ้น เป็น 1.56 ล้านชิ้นต่อวัน และล่าสุดวันนี้ (13 มี.ค.) เพิ่มขึ้นเป็น 1.71 ล้านชิ้นต่อวัน ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณการกระจายให้กระทรวงสาธารณสุขและกระจายให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้และประชาชนได้มากขึ้น
ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข จะได้รับจัดสรรเพิ่มเป็นวันละ 900,000 ชิ้น เพื่อนำไปกระจายให้โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลกรมการแพทย์ โรงพยาบาลรัฐนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 570,000 ชิ้น สถานพยาบาลเอกชน 180,000 ชิ้น โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช 80,000 ชิ้น และสถานพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้แก่ สำนักอนามัย 70,000 ชิ้น
ขณะที่ในส่วนของกรมการค้าภายใน จะกระจายไปให้ประชาชน 810,000 ชิ้น โดยขายหน้ากากอนามัยบรรจุแพ็ก 4 ชิ้น แพ็กละ 10 บาท ผ่านร้านธงฟ้าและร้านขายยา 200,000 ชิ้น, เทสโก้โลตัส (180 สาขา) 1 แสนชิ้น, แม็คโคร (95 สาขา) 100,000 ชิ้น, บิ๊กซี (150 สาขา) 100,000 ชิ้น, วิลล่ามาร์เก็ต (36 สาขา) 60,000 ชิ้น, ท็อปส์ (204 สาขา) 100,000 ชิ้น, สมาคมร้านขายยา 15,000 ชิ้น, สมาคมเภสัชกรรมชุมชน 10,000 ชิ้น, ร้าน 7-eleven 120,000 ชิ้น และกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ 5,000 ชิ้น โดยล่าสุดร้านคาเฟ่ อเมซอน จะเข้ามาร่วมเป็นอีกช่องทางในการกระจายหน้ากากอนามัยด้วย
“การกระจายหน้ากากอนามัย ณ ตอนนี้ ศูนย์บริหารจัดการสินค้าหน้ากากอนามัย จะทำหน้าที่กระจายให้กับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ก่อน เช่น โรงพยาบาล สถานพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์จะได้รับเป็นลำดับแรก และคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น คนทำงานในสนามบิน ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ จากนั้นกระจายให้กับประชาชนที่ต้องใช้ป้องกันตนเอง โดยการบริหารจัดการหน้ากากอนามัยที่มีตอนนี้ วันละ 1.71 ล้านชิ้น แต่ละส่วนสามารถปรับขึ้นลงได้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง”อธิบดีกรมการค้าภายในระบุ
สำหรับเป้าหมายการผลิตหน้ากากอนามัย ได้มีการหารือกับโรงงานผลิตแล้ว คาดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เต็มที่เป็นวันละ 2.2 ล้านชิ้น หลังจากที่มีการปรับสายการผลิต ปรับจูนเครื่องจักร และวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ผลิต เพราะเดิมผลิตหน้ากากชนิดอื่น เมื่อปรับสายการผลิต ก็ต้องปรับในเรื่องวัตถุดิบด้วย โดยคาดว่าปลายสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนมากขึ้น
ส่วนปัญหาการจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ ที่มีพนักงานซื้อสินค้ากักตุนไว้แล้วนำออกมาขายเองทางออนไลน์นั้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ได้หารือกับร้านสะดวกซื้อและมีการกำหนดกติกาแล้ว คือ ห้ามพนักงานของร้านทุกร้านซื้อ ถ้าปฏิบัติไม่ได้จะไม่ส่งสินค้าให้ขายอีก ห้ามเปิดขายตอนกลางคืน เพราะขายแล้ว แทนที่คนทั่วไปจะได้ซื้อ กลายเป็นว่าพนักงานขายซื้อไว้เองหมด และขอให้ตรวจสอบบัตรประชาชน เพื่อป้องกันการวนซื้อด้วย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 มี.ค. 63)
'วชิรพยาบาล'โชว์ 4 นวัตกรรมการแพทย์พร้อมใช้จริงสู้ covid-19

1 เมษายน 2563
1,149
'สุวิทย์ เมษินทรีย์' สั่งเกลี่ยงบ อว.ใหม่ ดึง 3,000 ล้านกู้วิกฤติโควิด-19 พร้อมตั้งคณะทำงานรับมือ ทั้งคณะแพทย์ วิศวฯ ระดมนวัตกรรมการแพทย์สู้ ด้าน 'วชิรพยาบาล'อวด 4 ผลงานพร้อมใช้จริง เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย -หมวกปรับแรงดันสำหรับห้องผ่าตัด -หน้ากากN95
ผศ.อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เปิดเผยว่า หน่วยงานวิจัยของคณะแพทย์ศาสตร์วิชรพยาบาล มีนวัตกรรม 4 ตัวที่มีการผลิตออกมาใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย
นวัตกรรมแรก คือ เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ ที่ปรับมาจากห้องปลอดเชื้อที่ใช้กับคนไข้วัณโรค ปัจจุบันผลิตออกมาแล้ว 11 ตัว ใช้ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล 2 ตัว และแจกจ่ายให้กับโรงพยาบาลอื่น ราคาประมาณ 1 แสนกว่าบาท พร้อมทั้งเตรียมการต่อยอดนำนวัตกรรมโดยได้ประสานบริษัท ปตท. และฮอนด้า ในการนำต้นแบบเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ ไปผลิตต่อ โดยขณะนี้ ปตท. สามารถผลิตกล่อง HEPA Filter ได้เอง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง รวมถึงอาจมีการปรับเปลี่ยนวัสดุ ซึ่งหากตรวจสอบแล้วสามารถผ่านมาตรฐานวิศวกรรมสถาน ก็ถือว่าใช้งานได้คาดว่าจะใช้เวลาการผลิตราว 2 เดือน ในการผลิตเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ ออกมาใช้งานได้ถึง 200 ตัว ก็คาดว่าจะเพียงพอต่อการใช้งานทั้งประเทศ

นวัตกรรมที่ 2 หมวกปรับแรงดันบวกสำหรับใช้ในห้องผ่าตัด(Powered Air-Purifying Respirator – PAPR) อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้สวมใส่เพื่อการต่อท่อหายใจให้กับคนไข้ติดเชื้อรุนแรง ที่ต้องซื้อจากต่างประเทศ ราคาราว 5 หมื่นบาท แต่คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล สามารถผลิตได้ด้วยงบประมาณเพียง 2 พันบาท มีจุดต่างเพียงแค่วัสดุคลุมหมวกที่เป็นผ้าใบ แต่คุณภาพการใช้งานไม่ต่างกัน เบื้องต้นสามารถผลิตได้ 300-500 ตัว คาดว่ามีความต้องการใช้ 20 ตัวต่อหนึ่งโรงพยาบาล รวมความต้องการอยู่ในราว 1,000 ตัว โดยหากมีการร่วมมือในการผลิตจะใช้เวลาเพียง 1 เดือน ก็สามารถรองรับความต้องการใช้ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีหลายๆ โรงพยาบาลเริ่มผลิตหลังจากคณะแพทย์ศาสตร์ วชิรพยาบาลเปิดตัวนวัตกรรมนี้ออกไป
นวัตกรรมที่ 3 หน้ากากอนามัยไส้กรอง N99 โดยการหล่อหน้ากากซิลิโคนที่สามารถผลิตได้เองในประเทศไทย ต่อเข้ากับ HEPA Filter ของเครื่องช่วยหายใจ ยึดติดให้แนบหน้าด้วยยาง 2 เส้นเช่นเดียวกับหน้ากาก N95 โดยมีต้นทุนในการหล่อหน้ากากซิลิโคนเพียง 100-200 บาท ขณะที่ HEPA Filter ปัจจุบันยังต้องนำเข้า แต่อนาคตประเทศจะสามารถผลิตได้เอง ก็จะทำให้ต้นทุนรวมลดต่ำลง โดยหน้ากากอนามัยไส้กรอง N99 มีกำลังการผลิตราว 200 ชิ้นต่อวัน คาดว่า ภายในเวลา 1 สัปดาห์สามารถผลิตได้เพียงพอต่อการส่งมอบให้กับโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยโควิด -19 โดยเฉพาะกับโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ยังขาดแคลน

นวัตกรรมที่ 4 ชุดป้องกันส่วนบุคคล PPE เป็นนวัตกรรมการผลิตชุดป้องกันจากเกรด 4 ขึ้นเป็นเกรด 5 หรือ Medical Grade ที่เปลี่ยนวัสดุจากไฟเบอร์ซึ่งเป็นวัสดุที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มาเป็นพลาสติกสปันบอนด์ที่เป็น Polypropylene ที่สามารถกันน้ำได้ โดยได้รับการทดสอบจากสถาบันบำราศนราดูรว่าสามารถใช้ได้ไม่ต่างจากชุดป้องกันเกรด 5 โดยต้นทุนของการผลิตชุดป้องกันส่วนบุคคลจะอยู่ในราวชุดละกว่า 100 บาท อย่างไรก็ตาม คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล ได้รับความร่วมมือกับ พีทีทีจีซี และไออาร์พีซี 2 บริษัทผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายใหญ่ของเมืองไทย สนับสนุนวัสดุพลาสติกในการผลิตชุดป้องกันส่วนบุคคล คาดว่าจะสามารถผลิตเบื้องต้นราว 500-2,000 ตัว โดยมีความต้องการอยู่ราวแสนตัว อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการผลิตชุดป้องกันส่วนบุคคลอีกส่วนสำคัญคือ การเย็บชุดที่ปัจจุบันโรงงานส่วนใหญ่ปิดกิจการก็อาจทำให้การผลิตล่าช้า
ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้สั่งการให้ผู้บริหาร อว.เกลี่ยงบประมาณภายใน อว.จำนวน 3,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเวชภัณฑ์และการเตรียมพร้อมของโรงพยาบาลในการรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดย เกลี่ยได้มาแล้ว 2,000 ล้านบาท และจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อีกจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อปลดล็อคปัญหาด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ

โดยจะเป็นการทำงานบนพื้นฐานการเตรียมพร้อมในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดพร้อมทั้งสั่งการให้มีการจัดตั้งคณะทำงานรับมือกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ซึ่งจะรวบรวมนวัตกรรมทั้งหมดของ อว. และเชื่อมโยงการทำงานในรูปแบบจตุรภาคี ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาคเอกชน/อุตสาหกรรม และ อว. ในการพัฒนาและผลิตด้านเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ หน้ากาก N95 ชุด PPE ห้องควบคุมความดันลบ โรงพยาบาลสนาม/เปลขนย้ายและเครื่องช่วยหายใจ
สุดเจ๋ง “ห้องแยกการติดเชื้อฯ” ลดความเสี่ยงโควิด-19

27 มีนาคม 2563
1,893
วสท.ผลิต “ห้องแยกการติดเชื้อทางอากาศความดันลบ” อุปกรณ์ทางการแพทย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อโควิด -19 ลดความเสี่ยง สร้างความปลอดภัยทั้งบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยติดเชื้อ เบื้องต้นนำร่องทดลองใช้ในห้องปฎิบัติการจริง โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ 30 มี.ค.นี้
การรับมือกับสถานการณ์โควิด -19 คงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือรอเพียงการพึ่งพาจากรัฐบาลเท่านั้น “วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)” ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด -19 และแบ่งเบาบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญต่อความปลอดภัยทั้งบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส COVID-19
นายบุญพงษ์ กิจวัฒนาชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์วิศวกรรมสนับสนุนต้านภัย COVID-19 วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย กล่าวว่าห้องแยกการติดเชื้อทางอากาศความดันลบ (Airborne Inflection Isolation Room) เป็นการออกแบบตามมาตรฐานทางการแพทย์และวิศวกรรม เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยเกิดความปลอดภัย

โดยจะมีคุณสมบัติใช้สำหรับนั่งคอย หรือ ใส่เตียงคนไข้ ใช้ทั้งในและนอกอาคารได้ รวมถึงสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย น้ำหนักเบา และมีความดันมากกว่า 12 ACH
“โครงสร้างหลักจะใช้วัสดุภายในประเทศเป็นหลัก ประกอบด้วย พลาสติกมาตรฐาน GMP , ท่อ PVC , พัดลมดูดอากาศ ทั้งหมดในราคาประมาณ 8,000 บาท ซึ่งห้องดังกล่าวจะมีขนาดของห้องกว้าง 1.30 เมตร ยาว 2.60 เมตร สูง 2.20 เมตร คำนวณจากเตียงคนไข้รวมถึงพื้นที่สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ได้ใช้งาน และจัดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ โดยห้องดังกล่าวจะเป็นเสมือนมุ้ง”นายบุญพงษ์ กล่าว

รวมทั้งห้องนี้จะมีระบบการนำอากาศไปทิ้ง 12 ครั้งต่อ 1 ชั่วโมง และมีอาการใหม่เข้ามาแทนที่ เพื่อให้ห้องสะอาดตลอดเวลา และต้องรักษาแรงดันลบ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อ ทั้งหมดนี้ได้ผ่านการทดสอบว่าได้มาตรฐานจาก วสท.แล้ว
ทั้งนี้ ในการดำเนินการผลิต “ห้องแยกการติดเชื้อทางอากาศความดันลบ (Airborne Inflection Isolation Room)” ทางวสท.ได้มีการเชิญผู้แทนจากโรงพยาบาลอย่างน้อย 2 แห่ง มาร่วมพิจารณารูปแบบ และการทำงาน ซึ่งทั้ง 2 แห่งเห็นว่าสามารถนำไปใช้กับโรงพยาบาลได้ และให้ วสท. นำห้องดังกล่าวไปทดลองใช้ที่โรงพยาบาล

“วสท.มีความมุ่งมั่นที่จะผลิตนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์เพื่อนำไปมาใช้ประโยชน์ต่อสังคม และหน่วยงานต่างๆ ซึ่งขณะนี้ด้วยการแพร่ระบาดของโควิด -19 มีความรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันหากประชาชนคนไทยไม่เคร่งครัดต่อคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ของแพทย์ เนื่องจากคนไทยชอบอยู่สบาย ไม่ชอบการบังคับ วิศวกรรมไทย และวสท.จึงเห็นว่าควรจะมีสิ่งประดิษฐ์ที่จะช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยโควิด -19”นายบุญพงษ์ กล่าว
หลังจากนี้ วสท.เตรียมวางแผนประดิษฐ์เตียงสำหรับผู้ป่วย,ถุงครอบสำหรับแพทย์,โรงพยาบาลสนาม เพื่อใช้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

วชิรพยาบาล ผุดนวัตกรรมความปลอดภัยรับมือโควิด-19ทั่วไป 17 มี.ค. 2020 12:54:41
กทม.17 มี.ค.-คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช คิดค้นนวัตกรรมความปลอดภัย เป็นทางเลือก-ลดความเสี่ยงในการรับมือโควิด-19 เช่น ห้องตรวจรักษาผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ - เตียงเคลื่อนย้ายแบบแรงดันลบ - ห้องตรวจคัดกรองและเก็บสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ - หน้ากากพลาสติกป้องกันสารคัดหลั่งกระเด็นใส่บริเวณใบหน้าฯลฯ

รศ.นพ.อนันต์ มโนมัยพิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช สังกัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ได้เตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) รวมไปถึงการศึกษาพัฒนาแนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยและการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 โดยเฉพาะในบุคลากรที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ใน รพ.วชิรพยาบาล มาตลอดระยะเวลา 3 เดือนหลังจากที่มีการระบาดในสาธารณรัฐประชาชนจีน

ทีมงานของคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ได้ช่วยกันศึกษาพัฒนาคิดค้นนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์แบบง่าย ๆ หลายสิ่งที่สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน และยังช่วยบรรเทาสถานการณ์ขาดแคลนเวชภัณฑ์ต่างๆ เช่น ห้องตรวจรักษาผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ (medical negative pressure room)
เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบวชิรพยาบาล (Vajira negative pressure transfer)ที่มีต้นทุนการผลิตราว 50,000-60,000 บาท เมื่อเทียบกับเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต้นแบบที่มีราคาสูงถึง700,000 บาท โดยภาคเอกชนที่สนใจสามารถติดต่อกับวชิรพยาบาล เพื่อผลิตเตียงนี้ได้
นอกจากนี้ยังมีห้องตรวจคัดกรองและเก็บสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ (medical negative pressure chamber) , หน้ากากพลาสติกสำหรับป้องกันสารคัดหลั่งกระเด็นใส่บริเวณใบหน้า (Vajira face shield) , หน้ากากอนามัยแบบผ้าชนิดพิเศษที่มีช่องตรงกลาง และวิธีการถนอมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ,การผลิตแอลกอฮอล์ล้างมือด้วยวิธีการง่าย ๆ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

“นวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว สามารถจัดทำขึ้นได้โดยง่าย ในส่วนห้องตรวจหรือเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบได้รับความอนุเคราะห์จากกองวิศวกรรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในการให้คำแนะนำและประเมินประสิทธิภาพ และสามารถนำมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดนี้รวมไปถึงนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาโดยทีมอาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยอีกหลายอย่าง จะสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกในการตรวจรักษาผู้ป่วยและช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้บริบทของสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ทั่วโลกโดยเฉพาะในส่วนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ซึ่งในส่วนการคัดกรองและการรักษาทาง รพ.วชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ได้ดำเนินการตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด” รศ.นพ.อนันต์ กล่าว

ด้าน ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ ผอ.โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้วชิรพยาบาลมีผู้ป่วยอยู่ในเคสต้องสงสัย หรือ PUI อยู่ในความดูแลประมาณ 10 กว่าราย ซึ่งมีระบบแยกผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ปะปนกับผู้ป่วยอื่น หากผลยืนยันเชื้อเป็นบวกจะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่เหมาะสม เช่น สถาบันบำราศนราดูร ขณะที่หากมีความจำเป็นต้องปรับ การดูแลผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่อาจเข้มข้นขึ้น วชิรพยาบาลจะสามารถปรับ พื้นที่รองรับผู้ป่วยได้มากขึ้นเป็น 20 ราย และมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตลอดเวลา –สำนักข่าวไทย
“วชิรพยาบาล” เปิดตัว “เตียงแรงดันลบ” เคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด19
ที่ 17 มีนาคม 2563 - 16:47 น.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น